วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การปฏิรูปวิทยาศาสตร์ศึกษาในประเทศญี่ปุ่น

...สรุปเกี่ยวกับการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ศึกษาในประเทศญี่ปุ่น...

..........................................................

1. นโยบายปฏิรูปวิทยาศาสตรศึกษาในอดีต

ประเทศญี่ปุนรับวิทยาการจากประเทศตะวันตกตั้งแตสมัยโทกุคาวะ ตอมาในสมัยเมจิไดมีนโยบายสงเสริมวิทยาศาสตรเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมและความเขมแข็งของกองทัพ นโยบายนี้สืบเนื่องตอมาจนถึงสมัยสงคราม

โลกครั้งที่ 2 แตเมื่อพายแพสงครามโลกก็ตระหนักวาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีของประเทศตนยังไมกาวหนาเทา

ที่ควร จึงหันมาเน้นนโยบายพัฒนาวิทยาศาสตรเพื่อเปนพื้นฐานของการฟนฟูประเทศที่มุ่งสูสันติสุขแทนวิทยาศาสตร์เพื่อความรํ่ารวยและการยุทธ์


2. วิสัยทัศนผูนำประเทศ นโยบาย และกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปวิทยาศาสตรศึกษาครั้งลาสุด

ปญหาของวิทยาศาสตรศึกษาในญี่ปุน ชวงทศวรรษที่ 1980 มีหลายประการ เชน จํานวนนักเรียนที่เลือกเรียนวิชาฟสิกสในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายลดลงอยางนาวิตก ผูจบมัธยมศึกษาตอนปลายก็ไมนิยมเรียนตอในวิทยาลัยการอาชีพทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี นักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็หลีกเลี่ยงการเรียนวิชาในสาขาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ความไมนิยมเรียนตอสายวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีสาเหตุจากพื้นฐานทางวัฒนธรรม ซึ่งผูคนไมใหความสําคัญ และมีทัศนคติเชิงลบต่อวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ทําใหนักเรียนนักศึกษาเปลี่ยนไปสนใจสาขาวิชาอื่น ๆ นอกจากนี้ การเรียนการสอนคอมพิวเตอรในโรงเรียนประถมและมัธยมของญี่ปุน ยังอยูเพียงแคระดับเริ่มตน เทานั้น ถึงแมวาวิทยาการคอมพิวเตอรของประเทศจะอยูในอันดับสองของโลกแลวก็ตาม


3. หลักสูตรและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในแตละระดับการศึกษา

การสอนวิทยาศาสตรศึกษามีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2415 ในชวงแรกเนนวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับธรรมชาติ ตอมามีการปรับปรุงหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตรอีกหลายครั้ง เฉพาะหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง พ.ศ. 2532 มีการปรับปรุงหลักสูตร 5 ครั้ง ครั้งที่ 1 เนนวิทยาศาสตรเพื่อชีวิตประจําวัน โดยใหเด็กเปนศูนยกลางและเนนการแกปญหาอยางเปน วิทยาศาสตร ครั้งที่ 2 เนนการใชอุปกรณวิทยาศาสตรในการสอน ยกระดับการแกปญหาทางวิทยาศาสตรใหสูงขึ้นและเนนเด็กเปนศูนยกลางเชน เดิม ครั้งที่ 3 เนนการเรียนรูอยางเปนระบบและทักษะการคิดอยางเปนวิทยาศาสตร ครั้งที่ 4 เนนการเรียนรูแบบสอบสวนความรู ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตรและวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 5 เนนการสอนโดยยึดผูเรียนเปนศูนยกลาง บูรณาการเนื้อหาวิชาและการเรียนรูจากประสบการณ


4. การเตรียมเขาสูอาชีพครูและการพัฒนาครูประจําการ

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 นักศึกษาที่จะเปนครู ตองผานการศึกษาในระบบมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัย เมื่อจบแลว ตองสอบขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูใบอนุญาตนี้จําแนกประเภทตามระดับโรงเรียนและภูมิหลังทางการศึกษาของผู้สมัครวิชาบังคับ สําหรับผูที่จะตองสอบเขาเปนครูประถมศึกษา ไดแก ภาษาญี่ปุน สังคมศึกษา คณิตศาสตร วิทยาศาสตร สิ่งแวดลอมของชีวิต ดนตรี ศิลปะ งานชาง การเรือน และพลศึกษา สวนผูที่จะเปนครูมัธยมศึกษาตอนตน และตอนปลาย จะตองสอบวิชาเฉพาะสาขาดวย โรงเรียนที่รับเขาเปนครูจะเปนผู้กำหนดคุณสมบัติเหลานี้ โดยบังคับ

ดวยวา จะตองเรียนวิชาจริยศึกษาและวิธีสอนจริยศึกษามาแลว

ครูมีสิ่งเอื้ออํานวยสําหรับการพัฒนาตนเองดานการสอนวิชาวิทยาศาสตรหลายอยาง เชน คูมือการสอน ซึ่งมี จําหนายทั่วไปในราคาถูก สถานภาพของครูในญี่ปุนคอนขางสูงและเปนที่ยอมรับของสังคม ครูมีเสรีภาพทางวิชาการมาก และมีความรับผิดชอบที่จะพัฒนาตนเอง วัฒนธรรมญี่ปุนเอื้อตอการทํางานเปนทีมและการเรียนรูจากเพื่อนครู กิจกรรมพิเศษของโรงเรียนเปนกระบวนการพัฒนาครูทางออม


5. มาตรฐานการศึกษาและแนวทางการประเมินผล

กระระทรวงการศึกษา อาศัยหลักสูตรแกนกลางหรือ Course of Study เปนเครื่องมือกําหนดมาตรฐานขั้นตํ่าของเวลาเรียนวิชาวิทยาศาสตร ระดับประถมปที่ 3-6 และระดับมัธยมศึกษา ทั้งตอนตนและตอนปลาย นอกจากนี้ยังกําหนดมาตรฐานดานเนื้อหา แนวการสอนภาคปฏิบัติ แนวการจัดทําแผนการสอน และเลือกเนื้อหาใหเหมาะกับสภาพ

ทองถิ่นและแตละบุคคล ไวในเอกสารดังกลาวดวยมาตรฐานของตําราเรียนวิทยาศาสตรมีระดับสูง เพราะระบบอนุมัติตําราเรียนในประเทศ

ญี่ปุนเปนระบบเปดใหภาคเอกชนกับผูทรงคุณวุฒิทางวิชาการ รวมมือกันจัดทําตำราเรียนที่สอดคลองกับวัตถุประสงค เปาหมาย และเจตนารมณอื่น ๆ ของหลักสูตรและสอดคลองกับสภาพของทองถิ่นและผูเรียน นอกจากนี้ยังเปดโอกาสให้ผู้ใช้ตํารา คือ ครูผูสอนแตละวิชามีสวนรวมในการเลือกตำราเรียน

กฎกระทรวงการศึกษาฯ ออกตามความในกฎหมายการสงเสริมวิทยาศาสตรศึกษาไดกําหนดเกณฑมาตรฐานอุปกรณ์การสอนวิทยาศาสตรและอุปกรณการสอนคณิตศาสตรไวอยางชัดเจนทุกระดับ ตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย นอกจากนั้นกฎหมายการสงเสริมวิทยาศาสตรศึกษายังกําหนดใหรัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุนการจัดซื้อ

อุปกรณเหลานี้ ใหแกโรงเรียนในสังกัดองคกรปกครองสวนทองถิ่น 1 ใน 2 ของคาใชจาย

การประเมินผลวิทยาศาสตรศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนตน ซึ่งเปนการศึกษาภาคบังคับยึดหลักการเลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติ สวนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเปนการเรียนการสอนแบบระบบหนวยกิต ประเมินผลการเรียนชนิดจําแนกเกรด โดยทําการประเมินผลทั้งดานความรูความเขาใจ ดานเจตคติและวิธีคิดอยางเปนวิทยาศาสตร และดานทักษะกระบวนการคนควาหาความจริงตามวิธีการทางวิทยาศาสตร

ความแข็งแกรงทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีของญี่ปุน เมื่อเทียบกับนานาประเทศที่พัฒนาแล้วและกําลังพัฒนา พบวา มีมาตรฐานระดับสูง ประมาณอันดับ 3 ของโลก โดยเฉพาะในสาขาวิชาเคมีวิเคราะห วิศวกรรม อาหารและเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และเภสัชศาสตร ซึ่งเปนอันดับ 2 ของโลก


6. การเปรียบเทียบกับวิทยาศาสตรศึกษาในประเทศไทย

การเปรียบเทียบวิทยาศาสตรศึกษาในประเทศญี่ปุนกับวิทยาศาสตรศึกษาในประเทศไทยพบวามีความแตกตาง

กับประเทศไทยมากทุกดาน โดยประเทศญี่ปุนมีวิสัยทัศนของผูนําที่ชัดเจนและคอนขางกาวราว มีนโยบายที่ตอเนื่องแนนอน ใชกลยุทธที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เชน ใชกระบวนการทางกฎหมาย สวนดานหลักสูตรและการสอน

ญี่ปุนปรับปรุงหลักสูตรวิทยาศาสตรศึกษาอยางตอเนื่อง เนนการสังเกตและการทดลอง สนับสนุนใหปฏิบัติจริงและเน้นเนื้อหาที่สัมพันธกับสภาพทองถิ่น การพัฒนานักศึกษาครูเนนเนื้อหาวิชาชีพครูและวิชาพื้นฐานมากกวาการฝกสอน แตมีการฝกอบรมครูประจําการที่เปนระบบ ตอเนื่องมีแผนการที่รัดกุม ดานมาตรฐานของวิทยาศาสตรศึกษา ใชหลักสูตรกลางเปนสิ่งกําหนดมาตรฐานของเวลา วัตถุประสงคเนื้อหาอยางกวาง วิธีสอนภาคปฏิบัติ การทําแผนการสอน การเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมกับทองถิ่นและผูเรียน มีระบบอนุมัติตําราเรียนที่สงผลใหตําราเรียนมีมาตรฐานสูงวิทยาศาสตร์ศึกษานอกระบบโรงเรียนมีหลากหลายรูปแบบ และมีแหลงเรียนรูจํานวนมาก ภาคเอกชนมีสวนชวยในการจัดวิทยาศาสตรศึกษานอกระบบโรงเรียนทั้งทางตรงและทางออม


.....................................................................................................................

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วิเคราะห์พระราชบัญญัติการศึกษา หมวด 4

วิเคราะห์แนวปฏิรูปการเรียนรู้ในพระราชบัญญัติการศึกษา หมวด 4
มาตรา ๒๒ การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด
ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้
มาตรา ๒๓ การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้คุณธรรม
กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ
การศึกษา

มาตรา ๒๔ การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมที่
สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดและความแตกต่างระหว่างบุคคล
รวมทั้งให้ฝึกทักษะกระบวนการคิด และแก้ปัญหา จัดกิจกรรมให้ผู้เรียน
ฝึกปฏิบัติจริง บูรณาการความรู้ต่าง ๆ และปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมที่ดี
จัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ทำการวิจัย
ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ
ในทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชน
มาตรา ๒๕ รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงาน และการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้
ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ
มาตรา ๒๖ การประเมินผลผู้เรียนจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ
การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการทดสอบ
ส่วนการจัดสรรโอกาสการเข้าศึกษาต่อให้ใช้วิธีการที่หลากหลาย
และนำผลการประเมินผู้เรียนมาใช้ประกอบด้วย
มาตรา ๒๗ ส่วนกลางจัดทำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
เน้นความเป็นไทยและความเป็นพลเมืองดี การดำรงชีวิตและการ
ประกอบอาชีพตลอด จนเพื่อการศึกษาต่อและให้สถานศึกษาจัดทำ
หลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับท้องถิ่น
มาตรา ๒๘ หลักสูตรการศึกษาทุกระดับและทุกประเภทต้องมีความ
หลากหลาย
โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลให้เหมาะสมแก่วัยและศักยภาพ
มาตรา ๒๙ ให้สถานศึกษาร่วมกับชุมชน องค์กรหรือสถาบันต่าง ๆ
โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน และรู้จักเลือกสรรภูมิปัญญา
และวิทยาการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา
และความต้องการ รวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน
มาตรา ๓๐ ให้สถานศึกษาส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้